เอกสารที่แปลแล้วต้อง "ใช้ยื่นหน่วยงานราชการได้จริง" หรือไม่นั้น เป็นโจทย์ที่หลายคนเข้าใจผิดกันมากที่สุด ทั้งเอกสารสมรสกับชาวกัมพูชา ทะเบียนราษฎร สตรีชาวกัมพูชา หนังสือเดินทาง สัญญาจ้างแรงงาน หรือเอกสารยื่นต่อศาล หากแปลโดยไม่มีกระบวนการรับรองที่ถูกต้อง เอกสารอาจถูกปฏิเสธและเสียเวลาเดินเรื่องเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ
เอกสารใดบ้างที่ต้องรับรองเป็นพิเศษ
- เอกสารเกี่ยวกับสถานะบุคคล (เกิด ตาย สมรส หย่า) ที่ใช้ยื่นทะเบียนราษฎร
- เอกสารสัญชาติ การยื่นขอสัญชาติไทยของแรงงาน/คู่สมรสชาวกัมพูชา
- สัญญา นิติกรรม ที่ต้องยื่นต่อศาลหรือหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
- เอกสารการศึกษา ทะเบียนการค้า เพื่อประกอบการสมัครงานหรือทำธุรกิจ
- เอกสารกรมธรรม์ประกันภัย คำพิพากษา หรือหมายศาล
ขั้นตอนการทำให้เอกสารแปลใช้ได้ตามกฎหมาย
- แปลโดยผู้เชี่ยวชาญ: เนื้อหาต้องตรงตามต้นฉบับทุกประเด็น ทั้งชื่อ วันที่ หมายเลขเอกสาร จำนวนเงิน และข้อกำหนดที่สำคัญ
- ตรวจสอบทวนกับต้นฉบับ: ผู้แปล/ผู้ตรวจสอบ ต้องลงนามรับรองความถูกต้องของสำเนาที่แปล
- รับรองนิติกรณ์ (Notarization): ให้นายทะเบียน/ผู้มีอำนาจรับรองลายมือชื่อผู้แปล หากหน่วยงานเจ้าของเรื่องกำหนด
- รับรองโดยสถานทูต/กระทรวงการต่างประเทศ: เอกสารข้ามประเทศมักต้องผ่านการรับรองจากฝ่ายการกงสุลหรืออนุสัญญา Apostille
- ยื่นพิจารณา: เจ้าหน้าที่ผู้รับจะตรวจสอบความครบถ้วนและให้คำยืนยัน
เริ่มต้นถูกต้องตั้งแต่การแปล: การแปลเอกสารราชการ/สัญญาควรเริ่มจากต้นส่งที่ดี
แปลภาษากัมพูชาเป็นไทย หรือ
แปลภาษาไทยเป็นกัมพูชา โดยทีมที่ตรวจสอบความครบถ้วนก่อนส่งทุกชิ้นงาน ดู
ขั้นตอนการสั่งแปล และ
อัตราค่าบริการ
ข้อควรระวังที่ทำให้เอกสารถูกตีกลับ
- ชื่อผู้ถือเอกสารสะกดผิดหรือสลับสกุล (โดยเฉพาะอักษรเขมรที่ไม่มีเสียงวรรณยุกต์แบบไทย)
- เลขประจำตัว/เลขเอกสารที่ไม่ตรงกับต้นฉบับ
- ขาดลายเซ็นผู้แปล หรือไม่ระบุตำแหน่งผู้รับรอง
- คำแปลไม่ครบทุกหน้ากระดาษ ทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง
- ขีดฆ่าแก้ไขโดยไม่ลงนามกำกับ
ผมจึงแนะนำเสมอว่า หากเอกสารจะยื่นราชการ ควรสอบถามหน่วยงานปลายทางก่อนว่าต้องการรูปแบบการรับรองแบบใด แล้วจึงสั่งแปลตามข้อกำหนดนั้น เพื่อประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย